| |||
|
Social Network ช่องทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ข้อมูล ข่าวสาร แก่สมาชิกและผู้สนใจทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554
8 อาหารย่อยยากสุดๆ
ลือ!! Honda City เตรียมส่งไมเนอร์เชนจ์ลุยตลาดกันยายนนี้
ลือ!! Honda City เตรียมส่งไมเนอร์เชนจ์ลุยตลาดกั นยายนนี้
ค่าย รถยนต์ฮอนด้าอาจเตรียมไม้ตาย ใหม่ลงตลาดศึกรถเล็ก เว็บข่าวลือมั่นใจน่าจะเป็นซิตี ้ไมเนอร์เชนจ์ หลัง โตโยต้ายังครองแชมป์รถนั่งเล็ กใน Vios
เว็บไซต์ข่าวลือสุดกระฉ่อน Autoincar เผยข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับรถยนต์นั่งรุ่นเล็กของ Honda ที่น่าจะเตรียมวางขายในช่วงเดื อนกันยานที่จะถึงนี้ หลังเปิดตัวครั้งแรกเมื่อกั นยายนปี 2008 ที่หวังโค่นคู่แข่งเจ้าตลาด แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ซ้ำยังมี หน้าใหม่แย่งกลุ่มลูกค้าไปอีก
Honda city รุ่นปัจจุบัน
ทั้ง นี้แม้ข้อมูลที่ได้มาสดๆ ร้อนๆ นี้ จะยังไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็ นทางการ แต่ Autoincar มั่นใจว่า Honda City Minorchanged ใกล้และพร้อมที่จะวางตลาด ที่จะครบ 3 ปีของการวางจำหน่ายรถรุ่นดังกล่ าว ซึ่งเป็นครึ่งชีวิตของรถ 1 รุ่นที่จำหน่ายโดนระยะประมาณ 5-6 ปี โดยรายการใหม่ที่คาดว่าจะถูกปรั บแต่งมี กันชนหน้า-หลัง เช่นเดียวกับกระจังหน้าที่น่ าจะทำให้มีความทันสมัยมากขึ้น
ใน ห้องโดยสารคาดว่าจะมีการปรั บเบาะให้สามารถปรับขึ้น-ลงได้ เพื่อเพิ่มความ สามารถในด้านทัศนวิสัยให้กับผู้ ขับขี่ รวมถึงน่าจะมีการเพิ่มคุณภาพวั สดุเสริมภาพลักษณ์หนีจากรถอีโค่ คาร์ และน่าจะให้ถุงลมนิรภัยคู่หน้ าเป็นมาตรฐานใหม่ เช่นเดียวกับหน้าปัด Eco ที่น่าจะถูกติดเพิ่ม ส่วนเครื่องยนต์น่าจะมีการทำให้ ตอบสนองความประหยัดยิ่งขึ้นด้วย
Honda city รุ่นปัจจุบัน
อย่าง ไรก็ดี นอกจากออพชั่นใหม่ๆที่เราจะได้ เห็นใน New! Honda city แล้ว ทางสำนักข่าวเม้าส์วงการยานยนต์ Autoincar ยังเผยอีกว่า ซีดานรุ่นเล็กของ Honda น่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น 45000 บาท และ เชื่อว่าอาจจะมีการตัดรุ่น V ซึ่งเป็นรุ่นที่ไม่มีแอร์แบกและ ABS ออก เช่นเดียวกับที่ทำใน Honda Jazz ที่เปิดตัวไปตั้งแต่ต้นปี
ที่มาจาก Autoincar
ก็ มีความเป็นไปได่สูงเช่นกัน หลังเมื่อต้นปี honda ออกมาพูดๆก่อนเปิดตัว Brio ว่าจะมีการส่ง 3 รุ่นใหม่ และมีการพูดถึง City ที่อาจมีเวอร์ชั่นติดแก๊ส แต่การเปลี่ยนโฉมใหม่ก็เป็ นอะไรที่น่าคิดเช่นกัน หลังรถรุ่นนี้มีระยะเวลาใกล้เคี ยงกับ Jazz ซึ่งการเปลี่ยนไมเนอร์เชนจ์จะช่ วยจับลูกค้าไม่ให้หนีได้ แต่ที่สำคัญคือราคาและออพชั่ นใหม่ที่จะเข้ามานี่สิ ...
ธรรมะของหลวงปู่ทวด
|
--
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
"บัตรประชาชนเด็ก" มิติใหม่...มากมายสิทธิประโยชน์!?
กลายเป็นประเด็นฮอตที่กำลังฮือฮาอยู่ในขณะนี้ เมื่อเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปจะต้องมีบัตรประชาชน!! จากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ที่มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปี และมีชื่อในทะเบียนบ้าน ต้องมีบัตรประชาชน โดยร่างพระราชบัญญัติประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ 60 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นจึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ที่จะถึงนี้
“ทำไมเด็ก 7 ปี ต้องมีบัตรประชาชนด้วย” จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจใครหลายคน รวมทั้ง ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยนี้ จักรี ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กรมการปกครอง ไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ว่า จริง ๆ แล้วประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยหารือกันมานานแล้ว โดยเป็นความต้องการของสังคมมากกว่าที่ต้องการให้คนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มีบัตรประชาชนเหมือนกับผู้ใหญ่เพื่อแสดงตน โดยเฉพาะในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการออกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน
“แต่เดิมมีสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้จากรัฐ เช่น โครงการประกันด้านสุขภาพ ซึ่งจะใช้บัตรทองในการเข้ารับบริการ โดยคนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ก็มีบัตรทองใช้ เมื่อโครงการดังกล่าวยกเลิกไป เปลี่ยนมาใช้บัตรประชาชนแทน ตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหากับกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะไม่มีหลักฐานแสดงตัว
โดยปัจจุบันที่ใช้อยู่ คือ สูติบัตรและทะเบียนบ้าน ซึ่งมีปัญหาอีกที่ว่ามีแต่เฉพาะข้อความ ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด แต่ไม่มีรูปถ่าย จึงทำให้มีปัญหาตามมาว่า เอกสารที่นำมายืนยันกับตัวเด็กเป็นของคนเดียวกันหรือไม่ เพราะบางครั้งเกิดเหตุการณ์ เด็กชาย ก.มายื่นเอกสารเข้ารับบริการทุกวัน แต่หน้าตาของเด็กชาย ก. ไม่เหมือนกันสักวันเลย ซึ่งตรงนี้รัฐเองก็ต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้ที่เข้ารับบริการเป็นใคร เป็นคนไทยหรือไม่ มีสิทธิในสวัสดิการนั้นจริงหรือเปล่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงควรขยายการทำบัตรประชาชนมายังกลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องการแสดงตน”
ส่วนเรื่องที่กำหนดให้เด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันในรัฐสภาแล้ว ซึ่งมีบางคนเสนอให้มีการทำบัตรตั้งแต่อายุ 1 ปี แต่ก็มาสรุปที่ 7 ปี เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าระบบการศึกษาแล้ว มีโอกาสที่จะได้ใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งเด็กจะสามารถแสดงตัวได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง การลักลอบสวมสิทธิก็ทำได้ยากขึ้น
นอกจากนั้น ยังเกิดความสะดวกในการใช้งาน แทนที่จะต้องพกทะเบียนบ้าน สูติบัตร ก็พกบัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็สามารถแสดงตนในเจ้าของสิทธินั้นได้ทันที รวมทั้ง หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะสามารถแยกแยะกลุ่มคนได้ชัดเจน เพราะกลุ่มการบริการมีหลายหน่วยงานด้วยกัน ทั้งประกันสังคม ประกันสุขภาพ สวัสดิการจากราชการ ฯลฯ
ตลอดจนในอนาคตสามารถที่จะตรวจสอบประวัติได้ด้วย เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบการทำบัตรประชาชนแล้ว จะมีการจัดเก็บข้อมูลของประชาชนเพิ่มขึ้น คือ นอกเหนือจาก ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปี เกิด บิดา มารดาแล้ว จะมีการเก็บรูปถ่ายของเด็ก ลายนิ้วมือของเด็กเพิ่มเข้าไป อีกทั้ง เมื่อเด็กได้ทำบัตรครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะไม่มีใครมาสวมสิทธิของเด็กได้ เพราะมีการตรวจสอบเกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่คนที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป
ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้
ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กล่าวถึงการดำเนินงานในเรื่องนี้ว่า สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่มีอายุ 7-14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับให้เด็กกลุ่มนี้ต้องทำบัตรพร้อมกัน เพราะระบุไว้ว่า ให้เด็กมาทำได้ในช่วง 1 ปี และสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความเหมาะสม แต่กรมการปกครองก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อดำเนินการให้บริการกับเด็ก ๆ โดยในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาของการกำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กมาเข้ารับบริการ ในส่วนของการยื่นเอกสารต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากกับตัวเด็กและผู้ปกครองมากนัก
“สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรจะเน้นให้บริการเป็นกลุ่ม เพราะเด็กที่มีอายุ 7- 14 ปี จะเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีหลักฐานในการเข้าโรงเรียนซึ่งเป็นการตรวจสอบในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงอาจจะต้องจัดให้มีบริการในวันธรรมดาและวันหยุด เพื่อจะให้มีแผนในการนัดหมายกัน อาทิ ในวันธรรมดาวันที่นี้ สำหรับโรงเรียนนี้ เด็กชั้นนี้ หรือในวันหยุด ช่วงเช้า ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงสำหรับโรงเรียนนี้ ชั้นนี้มาทำบัตร โดยมีคุณครูพานักเรียนมาที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ตรงนี้คงต้องประสานขอความร่วมมือกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อจะได้ให้ครูช่วยดูแลเด็กด้วย ก็จะมากันเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งตรงนี้ก็จะเกิดความสะดวกและรวดเร็วทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งในการให้บริการและเข้ารับบริการ ผู้ปกครองก็จะได้เกิดความสะดวกไม่ต้องมาดูแลหรือเสียเวลาพาเด็กมาทำบัตรด้วยตนเอง”
กรณีที่ 2 จะเป็นการจัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าไปทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่โรงเรียน ที่เรียกว่า ชุดเคลื่อนที่ หรือชุดโมบาย ก็จะมีส่วนหนึ่ง ซึ่งจะดำเนินการทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเช่นกัน แต่ชุดนี้จะมีไม่มากนักถ้าเทียบกับจำนวนโรงเรียน และจำนวนอำเภอในท้องที่ต่าง ๆ ในอนาคตอาจจะมีการขยายจำนวนให้มากขึ้นหากมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยประสานกับทางโรงเรียนในการจัดเรียงตามความเหมาะสมในแต่ละชั้นปีของเด็กที่จะเข้ารับบริการ ซึ่งทางโรงเรียนก็จะมีข้อมูลเหมือนกับที่ทางหน่วยงานมีข้อมูล ตรงนี้จะเป็นการตรวจสอบไปในตัวว่าตรงกันหรือไม่ ก็จะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะดวกในการดำเนินการ รวมทั้ง ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำบัตรประชาชนให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องดูความพร้อมและความเหมาะสมด้วย
สุดท้าย บริการทั่วไปจะเหมือนกับที่บุคคลอื่น ๆ มาทำบัตรประชาชนกัน คือ ถ้าผู้ปกครองสะดวกที่จะพาบุตรหลานมาทำบัตรประชาชนก็สามารถมาทำได้ที่สำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งก็จะมีขั้นตอนตามปกติทั่วไปของการทำบัตรประชาชน โดยขั้นตอนทั้งหมดหลังจากวันที่ 9 ก.ค. ระเบียบเหล่านี้จะชัดเจน เพราะจะต้องพร้อมที่จะดำเนินการ โดยลักษณะบัตรประชาชนของเด็กจะเหมือนกับของผู้ใหญ่ทุกประการ และมีอายุ 8 ปี นับแต่วันเกิดของผู้ถือบัตร ที่ถึงกำหนดภายหลังจากวันออกบัตร
จักรี กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการครั้งนี้ คือ ต้องการให้แน่ใจว่า เด็กที่มาทำบัตรประชาชนเป็นเด็กในเอกสารที่นำมายืนยันจริง ๆ อีกประการหนึ่ง คือ การทำบัตรในครั้งที่ 2 หรือครั้งต่อ ๆ ไปจะมีการอ้างอิงจากหลักฐาน ข้อมูลในครั้งแรกเพราะเป็นประวัติของเด็ก ถ้ามีการปลอมแปลงตั้งแต่แรกก็จะเกิดปัญหาความยุ่งยาก วุ่นวายในการหาหลักฐานเพื่อมาพิสูจน์ ฉะนั้น การทำบัตรประชาชนให้กับเด็ก 7-14 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ
อย่ามองภาพลบจนเกินไปในเรื่องการนำเด็กมาทำบัตร ถึงเด็กอาจจะไม่รู้เรื่องในการทำบัตร แต่ผู้ปกครอง พ่อ แม่ ต้องเข้าใจรู้ว่าการทำบัตรเป็นประโยชน์กับตัวเด็ก นั่นคือ สิทธิของลูกหลานคุณที่คนอื่นจะมาใช้ไม่ได้ ทำวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการมีบัตรเมื่ออายุ 15 ปี เพราะมีโอกาสที่จะได้ใช้อยู่แล้ว
ในเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป การแสดงตัว การใช้สิทธิต่าง ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ในประเทศไทยมีคนที่ไม่ใช่คนสัญชาติไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิของตนเอง การมีบัตรประชนก็ย่อมได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ ซึ่งเด็กจะได้รักษาผลประโยชน์ของตนเองตามสิทธิของคนไทยอย่างเต็มที่ อย่าไปมองความยุ่งยากเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำบัตร เพราะเมื่อมีบัตรแล้วจะสะดวกมากขึ้นในการเข้ารับบริการต่าง ๆ.
หนังสือเดินทางสำหรับราษฎร
“ทำไมเด็ก 7 ปี ต้องมีบัตรประชาชนด้วย” จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจใครหลายคน รวมทั้ง ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยนี้ จักรี ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กรมการปกครอง ไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ว่า จริง ๆ แล้วประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยหารือกันมานานแล้ว โดยเป็นความต้องการของสังคมมากกว่าที่ต้องการให้คนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มีบัตรประชาชนเหมือนกับผู้ใหญ่เพื่อแสดงตน โดยเฉพาะในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการออกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน
“แต่เดิมมีสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้จากรัฐ เช่น โครงการประกันด้านสุขภาพ ซึ่งจะใช้บัตรทองในการเข้ารับบริการ โดยคนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ก็มีบัตรทองใช้ เมื่อโครงการดังกล่าวยกเลิกไป เปลี่ยนมาใช้บัตรประชาชนแทน ตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหากับกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะไม่มีหลักฐานแสดงตัว
โดยปัจจุบันที่ใช้อยู่ คือ สูติบัตรและทะเบียนบ้าน ซึ่งมีปัญหาอีกที่ว่ามีแต่เฉพาะข้อความ ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด แต่ไม่มีรูปถ่าย จึงทำให้มีปัญหาตามมาว่า เอกสารที่นำมายืนยันกับตัวเด็กเป็นของคนเดียวกันหรือไม่ เพราะบางครั้งเกิดเหตุการณ์ เด็กชาย ก.มายื่นเอกสารเข้ารับบริการทุกวัน แต่หน้าตาของเด็กชาย ก. ไม่เหมือนกันสักวันเลย ซึ่งตรงนี้รัฐเองก็ต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้ที่เข้ารับบริการเป็นใคร เป็นคนไทยหรือไม่ มีสิทธิในสวัสดิการนั้นจริงหรือเปล่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงควรขยายการทำบัตรประชาชนมายังกลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องการแสดงตน”
ส่วนเรื่องที่กำหนดให้เด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันในรัฐสภาแล้ว ซึ่งมีบางคนเสนอให้มีการทำบัตรตั้งแต่อายุ 1 ปี แต่ก็มาสรุปที่ 7 ปี เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าระบบการศึกษาแล้ว มีโอกาสที่จะได้ใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งเด็กจะสามารถแสดงตัวได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง การลักลอบสวมสิทธิก็ทำได้ยากขึ้น
นอกจากนั้น ยังเกิดความสะดวกในการใช้งาน แทนที่จะต้องพกทะเบียนบ้าน สูติบัตร ก็พกบัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็สามารถแสดงตนในเจ้าของสิทธินั้นได้ทันที รวมทั้ง หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะสามารถแยกแยะกลุ่มคนได้ชัดเจน เพราะกลุ่มการบริการมีหลายหน่วยงานด้วยกัน ทั้งประกันสังคม ประกันสุขภาพ สวัสดิการจากราชการ ฯลฯ
ตลอดจนในอนาคตสามารถที่จะตรวจสอบประวัติได้ด้วย เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบการทำบัตรประชาชนแล้ว จะมีการจัดเก็บข้อมูลของประชาชนเพิ่มขึ้น คือ นอกเหนือจาก ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปี เกิด บิดา มารดาแล้ว จะมีการเก็บรูปถ่ายของเด็ก ลายนิ้วมือของเด็กเพิ่มเข้าไป อีกทั้ง เมื่อเด็กได้ทำบัตรครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะไม่มีใครมาสวมสิทธิของเด็กได้ เพราะมีการตรวจสอบเกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่คนที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป
ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้
ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กล่าวถึงการดำเนินงานในเรื่องนี้ว่า สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่มีอายุ 7-14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับให้เด็กกลุ่มนี้ต้องทำบัตรพร้อมกัน เพราะระบุไว้ว่า ให้เด็กมาทำได้ในช่วง 1 ปี และสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความเหมาะสม แต่กรมการปกครองก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อดำเนินการให้บริการกับเด็ก ๆ โดยในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาของการกำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กมาเข้ารับบริการ ในส่วนของการยื่นเอกสารต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากกับตัวเด็กและผู้ปกครองมากนัก
“สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรจะเน้นให้บริการเป็นกลุ่ม เพราะเด็กที่มีอายุ 7- 14 ปี จะเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีหลักฐานในการเข้าโรงเรียนซึ่งเป็นการตรวจสอบในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงอาจจะต้องจัดให้มีบริการในวันธรรมดาและวันหยุด เพื่อจะให้มีแผนในการนัดหมายกัน อาทิ ในวันธรรมดาวันที่นี้ สำหรับโรงเรียนนี้ เด็กชั้นนี้ หรือในวันหยุด ช่วงเช้า ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงสำหรับโรงเรียนนี้ ชั้นนี้มาทำบัตร โดยมีคุณครูพานักเรียนมาที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ตรงนี้คงต้องประสานขอความร่วมมือกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อจะได้ให้ครูช่วยดูแลเด็กด้วย ก็จะมากันเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งตรงนี้ก็จะเกิดความสะดวกและรวดเร็วทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งในการให้บริการและเข้ารับบริการ ผู้ปกครองก็จะได้เกิดความสะดวกไม่ต้องมาดูแลหรือเสียเวลาพาเด็กมาทำบัตรด้วยตนเอง”
กรณีที่ 2 จะเป็นการจัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าไปทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่โรงเรียน ที่เรียกว่า ชุดเคลื่อนที่ หรือชุดโมบาย ก็จะมีส่วนหนึ่ง ซึ่งจะดำเนินการทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเช่นกัน แต่ชุดนี้จะมีไม่มากนักถ้าเทียบกับจำนวนโรงเรียน และจำนวนอำเภอในท้องที่ต่าง ๆ ในอนาคตอาจจะมีการขยายจำนวนให้มากขึ้นหากมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยประสานกับทางโรงเรียนในการจัดเรียงตามความเหมาะสมในแต่ละชั้นปีของเด็กที่จะเข้ารับบริการ ซึ่งทางโรงเรียนก็จะมีข้อมูลเหมือนกับที่ทางหน่วยงานมีข้อมูล ตรงนี้จะเป็นการตรวจสอบไปในตัวว่าตรงกันหรือไม่ ก็จะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะดวกในการดำเนินการ รวมทั้ง ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำบัตรประชาชนให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องดูความพร้อมและความเหมาะสมด้วย
สุดท้าย บริการทั่วไปจะเหมือนกับที่บุคคลอื่น ๆ มาทำบัตรประชาชนกัน คือ ถ้าผู้ปกครองสะดวกที่จะพาบุตรหลานมาทำบัตรประชาชนก็สามารถมาทำได้ที่สำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งก็จะมีขั้นตอนตามปกติทั่วไปของการทำบัตรประชาชน โดยขั้นตอนทั้งหมดหลังจากวันที่ 9 ก.ค. ระเบียบเหล่านี้จะชัดเจน เพราะจะต้องพร้อมที่จะดำเนินการ โดยลักษณะบัตรประชาชนของเด็กจะเหมือนกับของผู้ใหญ่ทุกประการ และมีอายุ 8 ปี นับแต่วันเกิดของผู้ถือบัตร ที่ถึงกำหนดภายหลังจากวันออกบัตร
จักรี กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการครั้งนี้ คือ ต้องการให้แน่ใจว่า เด็กที่มาทำบัตรประชาชนเป็นเด็กในเอกสารที่นำมายืนยันจริง ๆ อีกประการหนึ่ง คือ การทำบัตรในครั้งที่ 2 หรือครั้งต่อ ๆ ไปจะมีการอ้างอิงจากหลักฐาน ข้อมูลในครั้งแรกเพราะเป็นประวัติของเด็ก ถ้ามีการปลอมแปลงตั้งแต่แรกก็จะเกิดปัญหาความยุ่งยาก วุ่นวายในการหาหลักฐานเพื่อมาพิสูจน์ ฉะนั้น การทำบัตรประชาชนให้กับเด็ก 7-14 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ
อย่ามองภาพลบจนเกินไปในเรื่องการนำเด็กมาทำบัตร ถึงเด็กอาจจะไม่รู้เรื่องในการทำบัตร แต่ผู้ปกครอง พ่อ แม่ ต้องเข้าใจรู้ว่าการทำบัตรเป็นประโยชน์กับตัวเด็ก นั่นคือ สิทธิของลูกหลานคุณที่คนอื่นจะมาใช้ไม่ได้ ทำวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการมีบัตรเมื่ออายุ 15 ปี เพราะมีโอกาสที่จะได้ใช้อยู่แล้ว
ในเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป การแสดงตัว การใช้สิทธิต่าง ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ในประเทศไทยมีคนที่ไม่ใช่คนสัญชาติไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิของตนเอง การมีบัตรประชนก็ย่อมได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ ซึ่งเด็กจะได้รักษาผลประโยชน์ของตนเองตามสิทธิของคนไทยอย่างเต็มที่ อย่าไปมองความยุ่งยากเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำบัตร เพราะเมื่อมีบัตรแล้วจะสะดวกมากขึ้นในการเข้ารับบริการต่าง ๆ.
หนังสือเดินทางสำหรับราษฎร
ต้นกำเนิดบัตรประจำตัวประชาชน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถชี้ชัดได้ว่าคนไทยเริ่มมีการใช้หนังสือยืนยันตัวบุคคลปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยในมาตรา 90 บัญญัติว่า “กรมการอำเภอเป็นพนักงานทำหนังสือเดินทางสำหรับราษฎรในท้องที่อำเภอนั้น จะนำไปมาค้าขายในท้องที่อื่น”
วัตถุประสงค์ของการออกหนังสือเดินทางรับรองราษฎรดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของราษฎรโดยตรง เพราะการมีหนังสือเดินทางของทางราชการไว้แสดงตัวบุคคลว่า ตัวเขาเป็นใคร มาจากแห่งหนตำบลใด ย่อมทำให้การเดินทางในต่างท้องที่เป็นไปด้วยความสะดวก และหากเจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยขอตรวจค้นตัว ก็สามารถใช้หนังสือเดินทางที่ออกให้เป็นหลักฐานยืนยันและพิสูจน์ได้ว่า เป็นคนบริสุทธิ์ที่ทางราชการรับรองแล้ว ไม่ได้เป็นพวกมิจฉาชีพหรือพวกโจรแต่อย่างใด
หนังสือดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในสมัยนั้นและเหมาะสมกับสภาพกาลเวลาของสังคมเมื่อประมาณ 80 ปีที่แล้ว ความสำคัญของหนังสือเดินทางตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ จึงไม่แตกต่างไปจากความสำคัญของบัตรประจำตัวประชาชนในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ต้นกำเนิดของบัตรประจำตัวประชาชนมีที่มาจากหนังสือเดินทางสำหรับราษฎร เพื่อใช้เดินทางไปท้องที่ที่อื่นสำหรับการค้าขายติดต่อกันโดยมีกรมการอำเภอ (หรือนายอำเภอปัจจุบัน) เป็นพนักงานทำหนังสือดังกล่าวให้.
“ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้”
ทีมวาไรตี้
“ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้”
ทีมวาไรตี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)