วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

8 อาหารย่อยยากสุดๆ


8 อาหารย่อยยากสุดๆ 


1. น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม             เครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้หลอดอาหารระคายเคือง กระตุ้นเซลล์ประสาทให้รู้สึกอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น จนรู้สึกคล้ายกรดไหลย้อน (แต่ความจริงก็แค่ระคายเคือง) แถมปริมาณกรดมากมาย อาจทำให้เกิดปัญหาอื่น สมมติว่าคุณยังไม่ได้กินอะไร แต่ดื่มน้ำส้มไปแก้วใหญ่ๆ ตอนเช้ากระเพาะอาหารที่เต็มไปด้วยกรดอยู่แล้วก็จะได้รับกรดเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้น จำนวนที่เพิ่มขึ้นก็อาจจะทำให้คุณปวดกระเพาะได้ ส่วนคนที่ชอบน้ำมะนาวแต่ใส่น้ำเชื่อมข้าวโพดเยอะๆ ก็ต้องระวังท้องร่วงด้วยนะ
2. ช็อกโกแลต             ส่วนใหญ่แล้วปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะคุณกินช็อกโกแลต แต่เป็นเพราะว่าคุณกินมากเกินไปต่างหาก อย่างราวนี่หนึ่งชิ้นอาจเป็นของว่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ดี แต่บราวนี่สามชิ้นหรือช็อกโกแลต ฟองดูนั้นอาจมากไปนิดนึง หากคุณเป็นโรคกรดไหลย้อน (GERD) ช็อกโกแลตอาจเป็นปัญหาสำหรับคุณได้แม้ในปริมาณนิดเดียว นี่เป็นเพราะช็อกโกแลตทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายออก กรดในกระเพาะก็จะไหลย้อนกลับขึ้นมาได้
3. บร็อกโคลี่ และกะหล่ำปลีดิบ             จริงอยู่ที่ผักเหล่านี้มีทั้งใยอาหารสารอาหาร และก็ดีต่อสุขภาพของคุณมากๆ แต่พวกมันก็อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ ทางแก้นั้นง่ายมาก เพียงนำมาปรุงอาหารให้ผ่านความร้อนหรือแม้แต่ลวกเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยสลายสารซัลเฟอร์ที่ทำให้เกิดแก๊สได้แล้ว
4. มันบดและไอศกรีม             หน้าตาเหมือนเป็นของย่อยง่าย แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วรู้สึกกระเพาะปั่นป่วน เริ่มมีอาการท้องอืดมีแก๊สในกระเพาะเยอะ และเริ่มผายลมจนห้ามไม่ได้ นั่นล่ะคือสัญญาณบอกว่าร่างกายของคุณอาจแพ้แล็กโตส และต่อให้คุณปกติดี การกินไอศกรีมหรือมันบดที่มีครีมเยอะๆ ก็อาจเป็นปัญหาอยู่ดี เนื่องจากมันมีไขมันสูง และไขมันก็ย่อยยาก จึงอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าอาหารอื่นๆ ไงคะ

5. นักเก็ตไก่             ทุกครั้งที่คุณคลุกอาหารเข้ากับแป้งแล้วนำไปทอด คุณได้เปลี่ยนอาหารชิ้นนั้นให้กลายเป็นของย่อยยากที่สุด โดยของทอดมักจะมันและมีไขมันสูง ซึ่งทำให้มันเป็นปัญหาสำหรับกระเพาะของเรา ยิ่งถ้าคุณมีโรคลำไส้อักเสบร่วมด้วย ของทอดมันๆ อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คุณคลื่นเหียน อาเจียน ดังนั้น สำหรับคนที่ชื่นชอบนักเก็ตจริงๆ ลองหันมาอบนักเก็ตจะดีกว่าทอด แต่ถ้าจะให้ดีก็ใช้เนื้ออกไก่คลุกแป้งทำดีกว่าซื้อนักเก็ตแช่แข็งมาทอดค่ะ
6. หัวหอมดิบ             หัวหอมและเพื่อนร่วมก๊วนอย่างกระเทียม ต้นหอม และ Shallot นั้นมีไฟโตนิวเทรียนต์ ซึ่งบางชนิดให้คุณแก่สุขภาพและดีต่อหัวใจของคุณ ส่วนบางชนิดจะทำให้ปวดท้อง จริงอยู่ที่หัวหอมที่ผ่านความร้อน แล้วอาจมีสารดังกล่าวน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันความร้อนก็จะสลายสารอาหาร ทำให้คุณค่าของหัวหอมลดลง ถ้าให้ดีจึงควรกินหัวหอมดิบผสมกับหัวหอมที่ผ่านการปรุงสุกแล้วจะดีกว่า
7. ถั่ว             เป็นที่ทราบกันดีกว่าการกินถั่วมากจะทำให้ผายลม สาเหตุเนื่องมาจากเอนไซม์ที่ย่อยถั่วได้นั้น จะพบได้ในเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในกระเพะอาหาร และถ้าคุณไม่กินถั่วเป็นประจำ คุณอาจมีเอนไซม์ไม่เพียงพอต่อการย่อยถั่ว ผลก็คือจะเกิดแก๊สแล้วท้องก็จะอืด ดังนั้น ก่อนกินถั่วก็ให้ผ่านความร้อนนานๆ หรือไม่ก็กินบ่อยๆ จะได้มีเอนไซม์เตรียมไว้ย่อยถั่วค่ะ
8. หมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล             Sorbitol คือสารชนิดหนึ่งที่มักใช้เป็นส่วนประกอบในขนมหวานสูตรไม่มีน้ำตาล เช่น หมากฝรั่ง ลูกอม มันอาจเป็นสาเหตุของแก๊สในกระเพาะอาหาร ดังนั้น ก่อนจะซื้อหมากฝรั่งมาเคี้ยวก็ลองพลิกฉลากมาดูก่อน หากมี Sorbital มากกว่า 10 กรัม นั่นก็แสดงว่ามันยากต่อการย่อยแน่ๆ




ขอขอบคุณข้อมูลจากTLCthai.com

-- 

ลือ!! Honda City เตรียมส่งไมเนอร์เชนจ์ลุยตลาดกันยายนนี้

ลือ!! Honda City เตรียมส่งไมเนอร์เชนจ์ลุยตลาดกันยายนนี้
ค่าย รถยนต์ฮอนด้าอาจเตรียมไม้ตาย ใหม่ลงตลาดศึกรถเล็ก เว็บข่าวลือมั่นใจน่าจะเป็นซิตี้ไมเนอร์เชนจ์ หลัง โตโยต้ายังครองแชมป์รถนั่งเล็กใน Vios
เว็บไซต์ข่าวลือสุดกระฉ่อน Autoincar เผยข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับรถยนต์นั่งรุ่นเล็กของ Honda ที่น่าจะเตรียมวางขายในช่วงเดือนกันยานที่จะถึงนี้ หลังเปิดตัวครั้งแรกเมื่อกันยายนปี 2008 ที่หวังโค่นคู่แข่งเจ้าตลาด แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ซ้ำยังมีหน้าใหม่แย่งกลุ่มลูกค้าไปอีก
Honda City
Honda city รุ่นปัจจุบัน
ทั้ง นี้แม้ข้อมูลที่ได้มาสดๆ ร้อนๆ นี้ จะยังไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่ Autoincar มั่นใจว่า Honda City Minorchanged ใกล้และพร้อมที่จะวางตลาด ที่จะครบ 3 ปีของการวางจำหน่ายรถรุ่นดังกล่าว ซึ่งเป็นครึ่งชีวิตของรถ 1 รุ่นที่จำหน่ายโดนระยะประมาณ 5-6 ปี โดยรายการใหม่ที่คาดว่าจะถูกปรับแต่งมี กันชนหน้า-หลัง เช่นเดียวกับกระจังหน้าที่น่าจะทำให้มีความทันสมัยมากขึ้น
ใน ห้องโดยสารคาดว่าจะมีการปรับเบาะให้สามารถปรับขึ้น-ลงได้เพื่อเพิ่มความ สามารถในด้านทัศนวิสัยให้กับผู้ขับขี่ รวมถึงน่าจะมีการเพิ่มคุณภาพวัสดุเสริมภาพลักษณ์หนีจากรถอีโค่คาร์ และน่าจะให้ถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นมาตรฐานใหม่ เช่นเดียวกับหน้าปัด Eco ที่น่าจะถูกติดเพิ่ม ส่วนเครื่องยนต์น่าจะมีการทำให้ตอบสนองความประหยัดยิ่งขึ้นด้วย
Honda City
Honda city รุ่นปัจจุบัน
อย่าง ไรก็ดี นอกจากออพชั่นใหม่ๆที่เราจะได้เห็นใน New! Honda city แล้ว ทางสำนักข่าวเม้าส์วงการยานยนต์ Autoincar ยังเผยอีกว่า ซีดานรุ่นเล็กของ Honda น่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น 45000 บาท และ เชื่อว่าอาจจะมีการตัดรุ่น V ซึ่งเป็นรุ่นที่ไม่มีแอร์แบกและ ABS ออก เช่นเดียวกับที่ทำใน Honda Jazz ที่เปิดตัวไปตั้งแต่ต้นปี
ที่มาจาก Autoincar

ก็ มีความเป็นไปได่สูงเช่นกัน หลังเมื่อต้นปี honda ออกมาพูดๆก่อนเปิดตัว Brio ว่าจะมีการส่ง 3 รุ่นใหม่ และมีการพูดถึง City ที่อาจมีเวอร์ชั่นติดแก๊ส แต่การเปลี่ยนโฉมใหม่ก็เป็นอะไรที่น่าคิดเช่นกัน หลังรถรุ่นนี้มีระยะเวลาใกล้เคียงกับ Jazz ซึ่งการเปลี่ยนไมเนอร์เชนจ์จะช่วยจับลูกค้าไม่ให้หนีได้ แต่ที่สำคัญคือราคาและออพชั่นใหม่ที่จะเข้ามานี่สิ ...
-- 

วันแรกของวันที่เหลืออยู่ .....








 

กฏกระทรวง ว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2554

ธรรมะของหลวงปู่ทวด

อมิตตพุทธ....สาธุ
พูดมาก เสียมาก       พูดน้อย เสียน้อย      ไม่พูด ไม่เสีย       นิ่งเสีย โพธิสัตว์ 
image001.jpg

หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี 
ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม " หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด " 
คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา 
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125 
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา 
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225 
สิริรวมอายุได้ 99 ปี 
คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด 
ธรรมประจำใจ 
พูดมาก เสียมาก    พูดน้อย เสียน้อย     ไม่พูด ไม่เสีย     นิ่งเสีย โพธิสัตว์ ละได้ย่อมสงบ 
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ 
สันดาน 
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้
แต่สันดานของคนเราซึ่งไม่เหมือนกัน ที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง ย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก 
ชีวิตทุกข์ การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ 
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ 

จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ 
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ 

เมื่อเราจะออกจากบ้าน 
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ 
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย 
บรรเทาทุกข์ 
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น 
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง 
และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ยากกว่าการเกิด 
ในการที่เราเกิดมา   ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย   แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก 
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย 
ไม่สิ้นสุด 
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด 
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น 

ยึดจึงเดือดร้อน 

ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน่น ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ 
โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล 
จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก 
สัตว์โลกทุกคนต้องใช้กรรม ตามวาระ ตามกรรม 
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน 
  เกิดการฆ่าฟันกัน 
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถือ อายตนะ 
  ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า 
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ 
อยู่ให้สบาย 
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด 
  อยู่กันอย่างไม่ยินดี   อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย 
อยู่กันอย่างพยายาม ให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้น เหนืออารมณ์ 
เหนือคำสรรเสริญ 
  เหนือนินทา   เหนือความผิดหวัง   เหนือความสำเร็จ   เหนือรัก   เหนือชัง ธรรมารมณ์ 
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือ ความรู้สึกทั้งปวง 
อยู่อย่างรู้หน้าที่ การเป็นคน และ รู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ 
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน 
  เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว 

ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส   เสียใจน้อยใจ   เป็นทุกข์ 
กรรม 
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า 
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว 
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ 
  มีความรื่นเริง มารยาทของผู้เป็นใหญ่ 
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน   ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง 
มารยาท จรรยาของ การเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ ต้องสุขุมรอบคอบ และ ไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก 
คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับ คำนินทาและสรรเสริญ 
โลกิยะ 
หรือ โลกุตระ 
คนที่เดินทางโลกุตระ   ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้ 
คนที่เดินทางโลกิยะ 
  ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก   เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว 
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า 
? 
ถ้าเป็นไปได้ 
  พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน 

เราต้องตัดสินใจ   ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง 
ศิษย์แท้ 
พิจารณากายในกาย   พิจารณาธรรมในธรรม   พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ 
นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
รู้ซึ้ง 

ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ   เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล   ผลนั้นเกิดจากเหตุ 
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว 
  เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา 
ใจสำคัญ 
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ 
จะต้องทำด้วยความศรัทธา 
ผลสะท้อน มันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย 
หยุดพิจารณา 
คนเรานี้   ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว   จิตมันจะฟุ้งซ่าน 
และถ้าภาวะนั้น 
  ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณา 
แล้วค้นสัจจะของ 
  ศีล   สมาธิ   ปัญญา   ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้ 
บริจาค 
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ   จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก 
การสวดมนต์เป็นการภาวนา 
  การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน 
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ 
การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากกว่า การบริจาคภายนอก 

นี่คือ เรื่องของนามธรรม 
ทำด้วยใจสงบ 
เราจะทำบุญก็ดี   เราจะทำอะไรก็ดี   จงทำด้วยความสงบ 
อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น   มันจะพาเราไปสู่หายนะ 
เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน   เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   จงอย่าทำ 
นั่งให้จิตใจสบายเสียก่อน   เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด 
เมื่อเกิดปัญญาแล้ว   จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก 
มีสติพร้อม 
จะทำสิ่งใดก็ตาม   เราต้องมีสติพร้อม 
คือ อย่าให้มีโทสะ   อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ 
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล 
มาอยู่เหนือความจริง 
เตือนมนุษย์ 
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า 
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า 
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า 
พิจารณาตัวเอง 
คืนหนึ่งก็ดี   วันหนึ่งก็ดี   ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร 
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ 
ว่า  ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร 
คือให้ปลีกตัว มีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง 
คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น 
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ 
  มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง 
คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของหลวงปู่ทวด 
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม 
ธรรมะของหลวงปู่ทวด   อ่านแล้วส่งต่อ เพื่อเป็นธรรมทาน






-- 

ใช้ชีวิตห่างไกล "กรดไหลย้อน"






 


-- 

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"บัตรประชาชนเด็ก" มิติใหม่...มากมายสิทธิประโยชน์!?

"บัตรประชาชนเด็ก" มิติใหม่...มากมายสิทธิประโยชน์!?

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม 2554 เวลา 0:00 น
  Bookmark and Share
กลายเป็นประเด็นฮอตที่กำลังฮือฮาอยู่ในขณะนี้ เมื่อเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปจะต้องมีบัตรประชาชน!! จากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ที่มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปี และมีชื่อในทะเบียนบ้าน ต้องมีบัตรประชาชน โดยร่างพระราชบัญญัติประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ 60 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นจึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ที่จะถึงนี้ 
   
“ทำไมเด็ก 7 ปี ต้องมีบัตรประชาชนด้วย” จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจใครหลายคน รวมทั้ง ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยนี้ จักรี ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กรมการปกครอง ไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ว่า จริง ๆ แล้วประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยหารือกันมานานแล้ว โดยเป็นความต้องการของสังคมมากกว่าที่ต้องการให้คนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มีบัตรประชาชนเหมือนกับผู้ใหญ่เพื่อแสดงตน โดยเฉพาะในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการออกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน
   
“แต่เดิมมีสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้จากรัฐ เช่น โครงการประกันด้านสุขภาพ ซึ่งจะใช้บัตรทองในการเข้ารับบริการ โดยคนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ก็มีบัตรทองใช้ เมื่อโครงการดังกล่าวยกเลิกไป เปลี่ยนมาใช้บัตรประชาชนแทน ตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหากับกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะไม่มีหลักฐานแสดงตัว
   
โดยปัจจุบันที่ใช้อยู่ คือ สูติบัตรและทะเบียนบ้าน ซึ่งมีปัญหาอีกที่ว่ามีแต่เฉพาะข้อความ ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด แต่ไม่มีรูปถ่าย จึงทำให้มีปัญหาตามมาว่า เอกสารที่นำมายืนยันกับตัวเด็กเป็นของคนเดียวกันหรือไม่ เพราะบางครั้งเกิดเหตุการณ์ เด็กชาย ก.มายื่นเอกสารเข้ารับบริการทุกวัน แต่หน้าตาของเด็กชาย ก. ไม่เหมือนกันสักวันเลย ซึ่งตรงนี้รัฐเองก็ต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้ที่เข้ารับบริการเป็นใคร เป็นคนไทยหรือไม่ มีสิทธิในสวัสดิการนั้นจริงหรือเปล่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงควรขยายการทำบัตรประชาชนมายังกลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องการแสดงตน”
   
ส่วนเรื่องที่กำหนดให้เด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันในรัฐสภาแล้ว ซึ่งมีบางคนเสนอให้มีการทำบัตรตั้งแต่อายุ 1 ปี แต่ก็มาสรุปที่ 7 ปี เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าระบบการศึกษาแล้ว มีโอกาสที่จะได้ใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งเด็กจะสามารถแสดงตัวได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง การลักลอบสวมสิทธิก็ทำได้ยากขึ้น
    
นอกจากนั้น ยังเกิดความสะดวกในการใช้งาน แทนที่จะต้องพกทะเบียนบ้าน สูติบัตร ก็พกบัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็สามารถแสดงตนในเจ้าของสิทธินั้นได้ทันที รวมทั้ง หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะสามารถแยกแยะกลุ่มคนได้ชัดเจน เพราะกลุ่มการบริการมีหลายหน่วยงานด้วยกัน ทั้งประกันสังคม ประกันสุขภาพ สวัสดิการจากราชการ ฯลฯ
    
ตลอดจนในอนาคตสามารถที่จะตรวจสอบประวัติได้ด้วย เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบการทำบัตรประชาชนแล้ว จะมีการจัดเก็บข้อมูลของประชาชนเพิ่มขึ้น คือ นอกเหนือจาก ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปี เกิด บิดา มารดาแล้ว จะมีการเก็บรูปถ่ายของเด็ก ลายนิ้วมือของเด็กเพิ่มเข้าไป อีกทั้ง เมื่อเด็กได้ทำบัตรครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะไม่มีใครมาสวมสิทธิของเด็กได้ เพราะมีการตรวจสอบเกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่คนที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป
   
ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้
   
ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กล่าวถึงการดำเนินงานในเรื่องนี้ว่า สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่มีอายุ 7-14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับให้เด็กกลุ่มนี้ต้องทำบัตรพร้อมกัน เพราะระบุไว้ว่า ให้เด็กมาทำได้ในช่วง 1 ปี และสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความเหมาะสม แต่กรมการปกครองก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อดำเนินการให้บริการกับเด็ก ๆ โดยในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาของการกำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กมาเข้ารับบริการ ในส่วนของการยื่นเอกสารต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากกับตัวเด็กและผู้ปกครองมากนัก
   
“สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรจะเน้นให้บริการเป็นกลุ่ม เพราะเด็กที่มีอายุ 7- 14 ปี จะเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีหลักฐานในการเข้าโรงเรียนซึ่งเป็นการตรวจสอบในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงอาจจะต้องจัดให้มีบริการในวันธรรมดาและวันหยุด เพื่อจะให้มีแผนในการนัดหมายกัน อาทิ ในวันธรรมดาวันที่นี้ สำหรับโรงเรียนนี้ เด็กชั้นนี้ หรือในวันหยุด ช่วงเช้า ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงสำหรับโรงเรียนนี้ ชั้นนี้มาทำบัตร โดยมีคุณครูพานักเรียนมาที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ตรงนี้คงต้องประสานขอความร่วมมือกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อจะได้ให้ครูช่วยดูแลเด็กด้วย ก็จะมากันเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งตรงนี้ก็จะเกิดความสะดวกและรวดเร็วทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งในการให้บริการและเข้ารับบริการ ผู้ปกครองก็จะได้เกิดความสะดวกไม่ต้องมาดูแลหรือเสียเวลาพาเด็กมาทำบัตรด้วยตนเอง”
   
กรณีที่ 2 จะเป็นการจัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าไปทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่โรงเรียน ที่เรียกว่า ชุดเคลื่อนที่ หรือชุดโมบาย ก็จะมีส่วนหนึ่ง ซึ่งจะดำเนินการทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเช่นกัน แต่ชุดนี้จะมีไม่มากนักถ้าเทียบกับจำนวนโรงเรียน และจำนวนอำเภอในท้องที่ต่าง ๆ ในอนาคตอาจจะมีการขยายจำนวนให้มากขึ้นหากมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยประสานกับทางโรงเรียนในการจัดเรียงตามความเหมาะสมในแต่ละชั้นปีของเด็กที่จะเข้ารับบริการ ซึ่งทางโรงเรียนก็จะมีข้อมูลเหมือนกับที่ทางหน่วยงานมีข้อมูล ตรงนี้จะเป็นการตรวจสอบไปในตัวว่าตรงกันหรือไม่ ก็จะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะดวกในการดำเนินการ รวมทั้ง ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำบัตรประชาชนให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องดูความพร้อมและความเหมาะสมด้วย
   
สุดท้าย บริการทั่วไปจะเหมือนกับที่บุคคลอื่น ๆ มาทำบัตรประชาชนกัน คือ ถ้าผู้ปกครองสะดวกที่จะพาบุตรหลานมาทำบัตรประชาชนก็สามารถมาทำได้ที่สำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งก็จะมีขั้นตอนตามปกติทั่วไปของการทำบัตรประชาชน โดยขั้นตอนทั้งหมดหลังจากวันที่ 9 ก.ค. ระเบียบเหล่านี้จะชัดเจน เพราะจะต้องพร้อมที่จะดำเนินการ โดยลักษณะบัตรประชาชนของเด็กจะเหมือนกับของผู้ใหญ่ทุกประการ และมีอายุ 8 ปี นับแต่วันเกิดของผู้ถือบัตร ที่ถึงกำหนดภายหลังจากวันออกบัตร
   
จักรี กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการครั้งนี้ คือ ต้องการให้แน่ใจว่า เด็กที่มาทำบัตรประชาชนเป็นเด็กในเอกสารที่นำมายืนยันจริง ๆ อีกประการหนึ่ง คือ การทำบัตรในครั้งที่ 2 หรือครั้งต่อ ๆ ไปจะมีการอ้างอิงจากหลักฐาน ข้อมูลในครั้งแรกเพราะเป็นประวัติของเด็ก ถ้ามีการปลอมแปลงตั้งแต่แรกก็จะเกิดปัญหาความยุ่งยาก วุ่นวายในการหาหลักฐานเพื่อมาพิสูจน์ ฉะนั้น การทำบัตรประชาชนให้กับเด็ก 7-14 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ
    
อย่ามองภาพลบจนเกินไปในเรื่องการนำเด็กมาทำบัตร ถึงเด็กอาจจะไม่รู้เรื่องในการทำบัตร แต่ผู้ปกครอง พ่อ แม่ ต้องเข้าใจรู้ว่าการทำบัตรเป็นประโยชน์กับตัวเด็ก นั่นคือ สิทธิของลูกหลานคุณที่คนอื่นจะมาใช้ไม่ได้ ทำวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการมีบัตรเมื่ออายุ 15 ปี เพราะมีโอกาสที่จะได้ใช้อยู่แล้ว
    
ในเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป การแสดงตัว การใช้สิทธิต่าง ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ในประเทศไทยมีคนที่ไม่ใช่คนสัญชาติไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิของตนเอง การมีบัตรประชนก็ย่อมได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ ซึ่งเด็กจะได้รักษาผลประโยชน์ของตนเองตามสิทธิของคนไทยอย่างเต็มที่ อย่าไปมองความยุ่งยากเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำบัตร เพราะเมื่อมีบัตรแล้วจะสะดวกมากขึ้นในการเข้ารับบริการต่าง ๆ.    

หนังสือเดินทางสำหรับราษฎร
ต้นกำเนิดบัตรประจำตัวประชาชน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถชี้ชัดได้ว่าคนไทยเริ่มมีการใช้หนังสือยืนยันตัวบุคคลปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457  ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยในมาตรา 90 บัญญัติว่า “กรมการอำเภอเป็นพนักงานทำหนังสือเดินทางสำหรับราษฎรในท้องที่อำเภอนั้น จะนำไปมาค้าขายในท้องที่อื่น”
   
วัตถุประสงค์ของการออกหนังสือเดินทางรับรองราษฎรดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของราษฎรโดยตรง เพราะการมีหนังสือเดินทางของทางราชการไว้แสดงตัวบุคคลว่า ตัวเขาเป็นใคร  มาจากแห่งหนตำบลใด ย่อมทำให้การเดินทางในต่างท้องที่เป็นไปด้วยความสะดวก และหากเจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยขอตรวจค้นตัว ก็สามารถใช้หนังสือเดินทางที่ออกให้เป็นหลักฐานยืนยันและพิสูจน์ได้ว่า เป็นคนบริสุทธิ์ที่ทางราชการรับรองแล้ว ไม่ได้เป็นพวกมิจฉาชีพหรือพวกโจรแต่อย่างใด   
หนังสือดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในสมัยนั้นและเหมาะสมกับสภาพกาลเวลาของสังคมเมื่อประมาณ 80 ปีที่แล้ว ความสำคัญของหนังสือเดินทางตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ จึงไม่แตกต่างไปจากความสำคัญของบัตรประจำตัวประชาชนในปัจจุบัน
    
ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ต้นกำเนิดของบัตรประจำตัวประชาชนมีที่มาจากหนังสือเดินทางสำหรับราษฎร เพื่อใช้เดินทางไปท้องที่ที่อื่นสำหรับการค้าขายติดต่อกันโดยมีกรมการอำเภอ (หรือนายอำเภอปัจจุบัน) เป็นพนักงานทำหนังสือดังกล่าวให้.

“ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้”

ทีมวาไรตี้